ความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจผ่านการใช้ บริษัท กู้คืนหนี้

ความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจผ่านการใช้ บริษัท กู้คืนหนี้

มันเป็นค่าใช้จ่ายหรือชื่อเสียงที่คุณกังวลเกี่ยวกับอะไร? นั่นคือคำถาม

ในฐานะที่เป็นแมรี่แลนด์ของ บริษัท ของตัวเองเหล่านั้นที่ยังทำงาน บริษัท ของตัวเองอย่างแน่นอนจะเข้าใจชื่อเสียงที่เป็นทุกอย่าง แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งว่ากฎจะวางในตำแหน่งในระยะเริ่มต้นของความสัมพันธ์และไม่เคยได้รับแรงดันเข้าไปในทางลัดสละถ้าลูกค้าใหม่จะผลักดันอย่างหนักเพื่อให้ได้รับการออกคำสั่งของคุณและไม่ได้กระดาษทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วจะ ที่น่าสงสัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขาให้แก้ตัวไม่ผ่านคุณข้อมูลรายละเอียด

จะสุภาพเป็นมืออาชีพ แต่กฎนี้เป็นกฎ

  • ใช่ฉันต้องการให้ธุรกิจของคุณ แต่ความล่าช้าหรือไม่ได้จ่ายเงินให้ฉันและจะมีปัญหาที่จะต้องได้รับการจัดการทันที
  • ก่อนการทำธุรกรรมทางธุรกิจใด ๆ เริ่ม – กฎต้องใช้และลูกค้าที่จะต้องตระหนักถึงกฎของคุณเกี่ยวกับการชำระเงินและข้อพิพาท
  • ฉันได้ทำงานในหรือรอบดัชนี FTSE 100 ที่นี่ในสหราชอาณาจักรและผมเข้าใจกระแสเงินสดที่ดีมากฉันยังเข้าใจว่ากังวลที่จะสามารถเมื่อธุรกิจพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ยากลำบากทางการเงิน
  • หนี้จะต้องได้รับเกียรติสำหรับการให้บริการหรือสินค้าที่จัดมาถ้าไม่มี แต่ไม่มีของ
  • ดังนั้นขอให้กลับไปที่ค่าใช้จ่ายหรือชื่อเสียงผมถามนี้เพราะค่าต้นทุนหรือชื่อเสียงควรจะเป็นปัญหากับธุรกิจที่กำลังมองหาการกู้คืนหนี้ช่วยเหลือหากพวกเขาพบว่า บริษัท ที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนพวกเขา
  • ลองดูที่ค่าใช้จ่ายครั้งแรก ตัวอย่างส่วนใหญ่หนี้หน่วยงานเก็บจะทำงานบนไม่มีชนะไม่มีพื้นฐานค่าเช่น บริษัท ของฉันไม่ขอบางส่วนเริ่มต้นการตั้งค่าค่าบริการบางอย่างไม่ได้ที่เราทำไม่ได้

เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการกู้คืนหนี้ทั้งบนพื้นฐานแห่งชาติที่นี่ในสหราชอาณาจักรและเป็นหน่วยงานการกู้คืนหนี้ทั่วโลกและเป็นผู้เชี่ยวชาญคุณจะต้องสรีรศาสตร์เจรจาต่อรองที่แข็งแกร่งและมีการปฏิบัติ – มันไม่ได้เป็นหนี้ มันเป็นบุคคล / s เบื้องหลังหนี้ที่มีปัญหา

เมื่อคุณขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่คุณต้องจ่ายสำหรับมันของลูกค้าที่มีอยู่แล้วได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญว่าในวันที่ไม่ชนะพื้นฐานไม่มีค่าธรรมเนียม – ความเสี่ยงทั้งหมดใน บริษัท เก็บหนี้ แต่ผมเจอธุรกิจที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่ต้องการที่จะจ่ายสำหรับบริการนี​​้และมันควรจะจ่ายโดยลูกหนี้ที่ฉันได้รับทั้งหมดนั้น แต่ในความเป็นจริงการสะสมหนี้ต้องการรับประกันการชำระเงิน

จากนั้นก็เดือดลงไป “คุณต้องการเปอร์เซ็นต์สูงของเงินหรืออะไรของคุณที่ทั้งหมด”? เพราะความพยายามของคุณไม่ได้ทำงานจริงหรือคุณจะไม่ได้รับการมองหาเพื่อขอความช่วยเหลือ ได้งานทำโดยมืออาชีพที่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำในขณะที่คุณมีสมาธิในธุรกิจของคุณ

ตอนนี้ให้เราดูที่ชื่อเสียง ผมภูมิใจตัวเองในความเป็นจริง บริษัท ของฉันมีชื่อเสียงที่ดีสำหรับการทำงานที่เราดำเนินการสำหรับลูกค้าของเรา รับรองดังกว่าคำพูด

กำลังมองหา บริษัท กู้คืนหนี้ที่เหมาะสมไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป แต่ดูที่รับรองสิ่งที่กฎระเบียบของพวกเขาจะต้องปฏิบัติตามวิธีที่พวกเขาได้อธิบายสิ่งที่พวกเขาทำวิธีที่พวกเขาทำมันและสิ่งที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจจะเกิดขึ้นจะไปทางยาวในการ ให้คุณลูกค้ามีความเชื่อมั่นในการจัดการกับเรื่องที่อยู่ในมือ

มักจะมองหา บริษัท ที่จะมองไปที่การสนทนาเริ่มต้นเป็นความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ทางธุรกิจขณะที่มันอาจจะเป็นกรณีที่ บริษัท ลูกหนี้เป็นอายหรือพวกเขาอาจได้ย้ายเพียง ไม่เคยข้ามไปยังข้อสรุปจนกว่าคุณจะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

การจัดการระเบียนในเมือง – ใช่หรือไม่?

การจัดการระเบียนในเมือง – ใช่หรือไม่?

“การจัดการระเบียนคือรู้ว่าสิ่งที่คุณมีและที่ที่คุณมีมันและระยะเวลาที่คุณจะต้องเก็บมัน”

บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจสิ่งที่บันทึกการจัดการเป็นเรื่องเกี่ยวกับทั้งหมด – พวกเขาต้องการองค์กรของพวกเขาต้องการที่จะพบโดยไม่ต้องยุ่งยากใด ๆ ที่จะทำให้สิ่งที่ง่ายเรามีคำแนะนำนี้ซึ่งสวยมากควรล้างความเข้าใจผิดของคุณ

เมืองไอที​​ชั้นนำรายชื่อเมื่อมันมาถึงการจัดตั้งธุรกิจ เหล่านี้ Fortune 500 บริษัท มีความอุดมสมบูรณ์ของสำเนาเอกสารทางกายภาพของ เอกสารเหล่านี้กินพื้นที่สำนักงานและขัดขวางการผลิตงาน วิธีการแก้ปัญหานี้คือการปลูกฝังระบบการจัดการระเบียน

การจัดการระเบียนเป็นบริการที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการจัดเก็บและการจัดการเอกสารที่มักจะอยู่ในกล่องกระดาษแข็ง บริษัท เหล่านี้มีความปลอดภัยและคลังสินค้าระบบคั้นแข็งแรงดังนั้นกล่องสามารถซ้อนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาบาร์โค้ดทุกช่องเพื่อให้คุณสามารถติดตามได้ในฐานข้อมูลกลาง นี้จะช่วยให้ลูกค้าที่จะได้รับจากการจัดเก็บรายการทั้งหมดภายในไม่กี่คลิก ลูกค้าเพียงแค่ต้องการที่จะเลือกเวลาและวันที่ส่งมอบ

นี่คือลักษณะที่ข้อดีและข้อเสียของการจัดการระเบียน

การรักษาความปลอดภัย

เมื่อเลือก บริษัท ที่เกี่ยวข้องในการจัดการระเบียน; หนึ่งต้องทำการตรวจสอบสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน ดังนั้นสิ่งหนึ่งไม่ได้มองหา? สิ่งอำนวยความสะดวกควรจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24/7 และระบบกล้องวงจรปิด จุดที่สองเป็นเพราะหนึ่งคือการจัดเก็บเอกสารสำคัญการควบคุมสภาพภูมิอากาศเป็นหลักเพื่อให้เอกสารที่ไม่ได้รับความเสียหายด้วยเวลา เพราะไม่ได้รับอนุญาตภายในห้องพัก, ห้องดูสำหรับกล่องหรือเอกสารของคุณเป็นสิ่งจำเป็น

ค่าใช้จ่าย

มันทั้งหมดลงมาถึงนี้ แบบสอบถามเดียว วิธีการใหญ่ทั้งมันจะเผาไหม้ในกระเป๋า? พื้นที่เป็นพรีเมี่ยมทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นการกำหนดราคาจะสูงชันเพื่อตรวจสอบว่า แต่ก็เป็นที่ถูกกว่าที่จะใช้บริการของการจัดการระเบียนสำหรับการจัดเก็บเอกสาร บริษัท บางอย่างให้คุณในราคาโดยพื้นที่ที่คุณใช้หรือจำนวนของกล่องที่ใช้หรือการรวมกันของทั้งจำทั้งปรับ ที่ดีที่สุดคือมักจะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพราะคุณไม่เคยรู้ว่าเมื่อพื้นที่เก็บข้อมูลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง บริษัท เป็นปกติมีความยืดหยุ่นในแง่ที่ว่า

สิ่งแวดล้อม

เมื่อเก็บเอกสาร, การสูญเสียของความเสียหายทางกายภาพหรือเอกสารผุเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาที่ผ่านมาเอกสารที่เป็นกระดาษควรนึกคิดถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิเย็นโดยไม่ต้องมีความชื้นมากและมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมในสถานที่ หนึ่งยังควรตรวจสอบการป้องกันของเอกสารกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นน้ำท่วมไฟไหม้หรืออื่น ๆ สุดท้ายหนึ่งต้องการที่จะตรวจสอบว่าสถานที่มียกพื้น นี้จะช่วยให้เอกสารจากการเปียก / ชื้นและลดความเสี่ยงของความเสียหาย

ความสะดวกสบาย

การจัดการระเบียนถูกออกแบบมาจึงจะเป็นทางออกที่ง่ายและสะดวก ไปเป็นวันที่เมื่อคุณถูก hassled ของเอกสารการเรียกและไฟล์ รับโทรศัพท์หรือไปออนไลน์และได้รับกล่องที่จัดส่งที่หน้าประตู

เราหวังว่าส่วนใหญ่ของคำถามของคุณได้รับการตอบ การจัดการบันทึกโซ่ตรวนออกรอยยับที่องค์กรต้องทนทุกข์ทรมานจากปีที่ผ่านมา

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ช่วยให้เกิดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตอย่างมากมาย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เวลาตื่นนอนจนแม้ในยามหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย และเข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจว่าตนจะได้อะไรจากการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวทั้งที่ในความจริงแล้ววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญมากในการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงก็คือ เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ปัจจุบัน เครื่องพิมพ์ 3 มิติ สามารถตอบโจทย์ให้กับแวดวงต่างๆ และถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา อุตสาหกรรมการออกแบบ อุตสาหกรรมยานยนต์ งานด้านวิศวกรรม งานด้านสถาปัตยกรรม การแพทย์และทันตกรรม การออกแบบแฟชั่นและเครื่องประดับ การบินและอวกาศ อาหารและอื่นๆ อีกมากมาย

เทคโนโลยี เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เข้ามามีบทบาทในการออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เก่า ซึ่งสามารถทำงานต้นแบบที่มีคุณภาพได้ใกล้เคียงกับของจริงด้วยวัสดุที่หลากหลาย และกำลังก้าวไปสู่การผลิตจำนวนมาก ทั้งนี้เทคโนโลยี เครื่องพิมพ์ 3 มิติ จะช่วยให้เห็นชิ้นงานออกแบบก่อนการผลิตจริง เพื่อตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขแบบให้สมบูรณ์ก่อนส่งต่อไปยังกระบวนการผลิตในลำดับถัดไป ในด้านการผลิตยังช่วยให้เกิดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองให้ทันต่อความต้องการ ทั้งยังมีคุณภาพภายใต้ต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงมากนัก จึงทำให้การใช้เทคโนโลยี เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ประกันรถยนต์นั้นจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

การประกันรถยนต์นั้นจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังจากท่านขับรถยนต์คันที่มีการจัดทำประกันรถยนต์ไปก่อให้เกิดความเสียหายใดๆขึ้น ทั้งต่อชีวิต ร่างกายและอนามัย รวมทั้งทรัพย์ต่างๆของผู้ที่มีเกี่ยวข้องกับอุบัติภัยทางรถยนต์ทั้งหมด ทั้งนี้การจัดทำประกันรถยนต์นั้นจะต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่ได้มีการกำหนดขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นมาเพื่อรองรับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถต่างๆทั้งหมดโดยเฉพาะ เนื่องจากในอดีตก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.๒๕๓๕ นั้นจำนวนอุบัติภัยที่เกิดขึ้นจากรถต่างๆนั้นมีจำนวนมาก ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้เสียหายจำนวนมากที่เป็นฝ่ายผู้ถูกกระทำและครอบครัวนั้นไม่ได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกายและอนามัย รวมทั้งสิ่งของ ทรัพย์สินต่างๆอย่างเหมาะสม

ประกันรถยนต์นั้นสามารถจำแนกออกมาได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆได้แก่การประกันรถยนต์ภาคบังคับและประกันรถยนต์ภาคสมัครใจซึ่งการประกันรถยนต์ภาคบังคับนี้สามารถจำแนกแยกย่อยออกมาหลักๆได้อีกสามชนิดได้แก่การประกันรถยนต์ชั้นหนึ่ง การประกันรถยนต์ชั้นสอง และการประกันรถยนต์ชั้นสาม นอกจากการประกันรถยนต์ทั้งสามชั้นที่กล่าวไปแล้วยังมีการประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่เป็นการประกันรถยนต์แบบพิเศษของการประกันรถยนต์ชั้นสองและการประกันรถยนต์ชั้นสามได้แก่การประกันรถยนต์ชั้นสองบวกและการประกันรถยนต์ชั้นสามบวก ซึ่งการประกันรถยนต์ประเภทและชนิดต่างๆนั้นจะให้ขอบเขตความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป โดยมีขอบเขตความคุ้มครองอย่างหนึ่งที่ได้รับเหมือนกันจากการประกันรถยนต์ทุกประเภท ทุกชนิดนั่นก็คือการคุ้มครองดูแลและชดเชยค่ารักษาพยาบาลอาการบาดเจ็บต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ร่างกายและอนามัยต่างๆที่เกิดขึ้นจากเหตุอุบัติภัยทางรถต่างๆที่เกิดขึ้นจากรถยนต์คันที่มีการจัดทำประกันรถยนต์ประเภทหรือชนิดใดๆก็ตาม โดยจำนวนเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิต ร่างกายและอนามัยต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการคุ้มครองเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจัดทำประกันรถยนต์ประเภทใดและชนิดใด โดยสามารถเรียงลำดับจากจำนวนเงินสูงสุดที่จะได้รับชดเชยจากการประอุบัติภัยทางรถยนต์น้อยที่สุดไปยังมากที่สุดได้ดังนี้การประกันรถยนต์ภาคบังคับ การประกันรถยนต์ภาคสมัครใจชั้นสาม การประกันรถยนต์ชั้นสามบวก การประกันรถยนต์ชั้นสอง การประกันรถยนต์ชั้นสองบวก การประกันรถยนต์ชั้นหนึ่ง (การให้บริการประกันรถยนต์ของบริษัทประกันภัยแต่ละบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเรียงลำดับที่เกิดขึ้นข้างต้นเมื่อเปรียบเทียบกันข้ามบริษัทก็อาจจะได้ผลลำดับที่แตกต่างกัน แม้แต่ประกันรถยนต์ประเภทสองบวกและประกันรถยนต์ประเภทสามบวกของบางบริษัทก็อาจจะให้ความคุ้มครองสูงเทียบเท่าประกันรถยนต์ชั้นหนึ่งได้)

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำธุรกิจ

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำธุรกิจในยุคนี้จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็ควรจะมีการเลือกให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดคุ้มค่ากับการลงทุน ดังเช่นคำแนะนำต่อไปนี้
– หาตัวช่วยด้านเทคโนโลยี โดยการสำรองข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ทางเดียวที่จะช่วยให้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุดก็คือการว่างจ้างบริษัทหรือผู้เชี่ยวชาญให้มาดูแลงานส่วนนี้
– นำเทคโนโลยีเคลื่อนที่มาใช้ในธุรกิจ เป็นตัวเลือกที่จำเป็นมิใช่น้อย เพราะการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้เข้าถึงอีเมล แฟกซ์ ไฟล์งานต่างๆ ในออฟฟิศได้เสมือนอยู่ในออฟฟิศ โดยที่ไม่ต้องคอยบอกลูกค้าว่ายังไม่ได้รับแฟกซ์หรือข้อความใดๆ ซึ่งทำให้ปราศจากความคล่องตัวในการทำงานหรืออาจจะถึงขั้นสูญเสียลูกค้าก็เป็นได้
– ให้ความสำคัญกับการสื่อสารออนไลน์ การได้แสดงความเห็นกับลูกค้า ตอบสนองในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง อัพโหลดวีดีโอที่น่าสนใจ การสื่อสารในรูปแบบนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอเนื้อหาดีๆ หรือการสื่อสารทางเดียวแบบที่ผ่านๆ มา แต่การใช้ Social Media ช่วยให้ได้พูดคุยกับลูกค้าตัวจริง ให้ลูกค้าได้พูดคุยกันเองเกี่ยวผลิตภัณฑ์ได้ แต่การจะใช้ประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้ให้คุ้มค่าจะต้องมีหลายปัจจัยรวมกัน
– อย่ามองการใช้เงินด้านเทคโนโลยีเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่ง ถ้าต้องการให้ธุรกิจยืนยาวตลอดไป การลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ธุรกิจเติบโตนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยให้ประหยัดทั้งเงินและเวลา ดังนั้นอย่ามองธุรกิจแค่ในวันนี้
เป้าหมายของนักธุรกิจทุกคนอยู่ที่ยอดจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการ เพราะเมื่อมียอดสั่งซื้อจำนวนมากผลตอบแทนหรือผลกำไรที่จะได้รับก็มากด้วย ซึ่งวิธีนี้เป็นการทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วโลกหรือแบบเฉพาะเจาะจงแล้วแต่ความต้องการของลูกค้า ดังนั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ใจะช่วยพลิกโฉมการให้บริการทางการเงินใหม่เปลี่ยนถ่ายจากรูปแบบเดิมๆ สู่การให้บริการในโลกอนาคตที่พัฒนาตามเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ทันสมัยได้

ตลาดของสินค้าและบริการ SMEs

ตลาดของสินค้าและบริการ SMEs
ก่อนตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจใดๆนั้น สิ่งสำคัญคือ จะต้องวิเคราะห์โครงการ โดยใช้หลักคิดร่วมกันอย่างเป็นระบบ รอบคอบ ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ผลิตทำงานได้ง่ายขึ้น สามารถติดตาม ประเมินผล และรู้วิธีแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ การตลาด SMEs หมายถึง การดำเนินงานต่างๆที่ธุรกิจต้องทำเพื่อสร้าง/ ส่งเสริม และจำหน่ายจ่ายแจกสินค้า และบริการตามความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องตามกำลังผลิตของธุรกิจ รวมไปถึงการศึกษาความต้องการของลูกค้าและการทำให้กิจการสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด

ตลาดของสินค้าและบริการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ กลุ่มลูกค้าเป็นบุคคลทั่วไป เนื่องจากจาเป็นต้องใช้ในชีวิตประจาวัน ความต้องการในการซื้อสินค้าประเภทนี้จะซื้อบ่อย แต่ซื้อในปริมาณน้อย ลักษณะการซื้อของลูกค้ากลุ่มนี้จึงไม่ค่อยมีความรอบคอบหรือใส่ใจในรายละเอียดของสินค้ามากนัก เพราะหากไม่พอใจในตัวสินค้ามักจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคน้อย
  2. ตลาดสินค้าเพื่อการอุตสาหกรรม เป็นตลาดที่แคบ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทกิจการต่างๆ หรือหน่วยงานราชการ ความต้องการในการซื้อจะซื้อน้อยครั้ง แต่จะซื้อในปริมาณมาก และเป็นจานวนเงินมหาศาล ดังนั้นในการซื้อแต่ละครั้งจึงต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชานาญมีความรอบคอบระมัดระวัง และใส่ใจในรายละเอียดของสินค้าและบริการเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด จะส่งผลกระทบต่อองค์กรนั้นๆ ได้

อิทธิพลที่มีผลต่อระบบการตลาดที่ควบคุมไม่ได้

  1. ลักษณะของประชากร
  2. เศรษฐกิจซึ่งสัมพันธ์กับอำนาจซื้อหรือกำลังซื้อ
  3. การแข่งขัน
  4. สังคม วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย
  5. เทคโนโลยี
  6. สิ่งแวดล้อมและสภาวะทางธรรมชาติ

คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ปลายทางของความรู้สึกรวมสุดท้ายที่มีต่อสินค้าและบริการของบริษัท การที่ลูกค้าจะรู้สึกว่าสินค้าและบริการที่ได้รับจากบริษัทนั้น ลูกค้ามักจะเปรียบเทียบระหว่างคุณค่ารวมของสิ่งที่เขาได้รับกับต้นทุนรวมที่เขาจะต้องเสียไปในส่วนของคุณค่ารวมที่ลูกค้าได้รับนั้น

ลักษณะของคุณค่า

  1. คุณค่าจากภาพลักษณ์ (Image value) หมายถึงคุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากตราสินค้าหรือภาพลักษณ์ขององค์กร
  2. คุณค่าของบุคลากร (Personal value) พนักงานบริษัทที่มีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้าและบริการย่อมนำเสนอสินค้าได้ดีกว่าพนักงานที่ไม่ได้รับการอบรม
  3. คุณค่าของบริการ (Services value) ร้านค้าที่ให้บริการที่เหนือกว่าคู่แข่งย่อมทำให้ลูกค้าประทับใจและเห็นคุณค่ามากกว่าร้านที่มีบริการไม่ดี
  4. สินค้า (Product value) ตัวสินค้าที่มีคุณภาพ ประณีต ใช้วัสดุที่ดีย่อมได้รับการมองว่ามีคุณค่ามากกว่าสินค้าที่ทำขึ้นเทียมหรือเลียนแบบ หรือคุณภาพต่ำกว่า

นักการตลาดนำวิถีชีวิตของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาประยุกต์ใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดในปัจจุบัน

13

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้ธุรกิจการตลาดต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ อีกทั้งอิทธิพลของสื่อ ก็มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย เนื่องจากเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร ระหว่างนักการตลาดและผู้บริโภค จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้นักการตลาดเล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะทางด้าน Lifestyle ของผู้บริโภค ดังนั้น Lifestyle จึงกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดทิศทางการตลาดของหลาย ๆ บริษัท เพื่อที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถค้นพบถึงความต้องการที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้บริโภคและสามารถตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็วและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคู่แข่งขันรายใหญ่ได้ ดังนั้น การตลาดในศตวรรษนี้จึงไม่ควรมองข้าม Lifestyle Marketing

ดังนั้น Lifestyle Marketing คือ การที่นักการตลาดนำวิถีชีวิตของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาประยุกต์ใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด โดยการศึกษาในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อนักการตลาดจะได้นำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ตัวอย่างขององค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กลยุทธ์การแข่งขันแบบ Lifestyle Marketing นักการตลาดสามารถใช้กลยุทธ์ Lifestyle Marketing ได้โดยการนำ Lifestyle ของผู้บริโภคมาแบ่ง Segment ควบคู่ไปกับการแบ่ง Segment แบบ Demographic ทำให้นักการตลาดไม่ได้มีแต่ข้อมูลพื้นฐานของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังรู้ไปถึงอุปนิสัยใจคอ ตลอดจนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคอีกด้วย เพื่อที่นักการตลาดจะได้นำเสนอสินค้าและบริการให้เข้าถึงตัวลูกค้าได้มากขึ้น จนกระทั่งทำให้เกิด Competitive Advantage หรือความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในภาวะการณ์ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงได้

ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของ การเปิดตัว “KTC VISA MINI” ของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ซึ่งเป็นบัตรเครดิตขนาดเล็กใบแรกของเมืองไทยที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อตอบสนอง Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ ที่มาของการออกบัตรเครดิตในรูปแบบใหม่นี้เกิดจาก การวิจัยความต้องการของลูกค้าในการใช้บัตรเครดิต ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่า ความต้องการของลูกค้าแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้น KTC จึงได้ทำการแบ่ง Segment ลูกค้าตามลักษณะ Lifestyle ที่แตกต่างกันของลูกค้า เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามบัตรที่ลูกค้าเลือก เช่น Auto Card สำหรับกลุ่มที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับรถยนต์ หรือคนรักรถ, Entertainment Card เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชอบกิน ดื่ม เที่ยว และดิ้น หรือTravel Card ก็เหมาะสำหรับกลุ่มที่ชอบการท่องเที่ยว เป็นต้น

แผนภูมิการเติบโตจะทำให้เราสามารถแยกแยะสินค้าหลายๆ ชนิดของบริษัท

13

วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ การศึกษาวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หรือ product life cycle แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์และตลาดมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่หนึ่งเคลื่อนไปตามวงจร ความสามารถในการทำกำไรของผลิตภัณฑ์นั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นที่จะต้องบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตช่วงต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จจะต้องทำเงินให้คุ้มกับต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นๆ และยังต้องเพียงพอต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ซึ่งจะออกมาทดแทนผลิตภัณฑ์เก่านั้นด้วย ความท้าทายอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไร จึงจะรักษาส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดภายใต้วงจรชีวิตที่ผันแปรไปของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน เป็นที่ชัดเจนว่า วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาในการวางกลยุทธ์และแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แนวคิดดั้งเดิมมีอยู่ว่า ผลิตภัณฑ์ทุกประเภทมีวงจรชีวิตที่จำกัด ซึ่งหมายความว่า ในที่สุดผลิตภัณฑ์ตัวนั้นจะต้องถูกแทนที่และหายไปจากตลาด แต่ยังมีแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งซึ่งเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ที่สามารถจะอยู่ยั่งยืนและไม่หายไป แต่จะกลายตัวไปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นที่ทันสมัยมากขึ้น เช่นวิวัฒนาการของเครื่องพิมพ์ดีดมาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ จุดสำคัญอยู่ที่ว่า ต้องสามารถคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะยืดอายุวงจรของผลิตภัณฑ์และตลาดไว้ให้นานที่สุด

แผนภูมิการเติบโตจะทำให้เราสามารถแยกแยะสินค้าหลายๆ ชนิดของบริษัท โดยเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตของตลาด และส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าแต่ละชนิด สินค้าที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงในตลาดที่มีอัตราการเติบโตช้า จะทำรายได้จากการผลิตได้มาก ในทางกลับกัน การผลิตสินค้าที่เรามีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อย ควรที่จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ควรจะผลิตต่อไปหรือไม่ สำหรับบริษัทที่มีสินค้าหลากหลาย การนำแผนภูมิการเติบโต-ส่วนแบ่งการตลาดไปใช้ จะช่วยให้บริษัทสามารถประเมิน และพิจารณาการถ่วงดุลสินค้าแต่ละชนิดของบริษัท เพื่อดูว่าสินค้าตัวใดควรจะเน้นในการพัฒนา ลงทุนเพิ่มเติม หรือสินค้าตัวใดควรจะตัดจากสายการผลิต เพื่อที่จะกำหนดกลยุทธ์ในกลุ่มสินค้าที่เรามีอยู่ เราต้องทราบว่าตลาดที่เราทำธุรกิจอยู่ หรือตลาดที่เราต้องการทำธุรกิจมีความน่าสนใจเพียงไร มีความเป็นไปได้น้อยมากที่เราจะโชคดีเจอตลาดที่เพียบพร้อม มีคู่แข่งน้อย มีอัตราการเติบโตสูง และผลกำไรตอบแทนสูงพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม เราจะเน้นตลาดที่น่าสนใจ ที่สามารถใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่และความพยายามให้คุ้มค่าที่สุด การแบ่งเขตการตลาดไม่ใช่สิ่งที่ง่าย เพราะขึ้นอยู่กับขอบเขตการพิจารณาหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม ตามหลักการแล้วเราต้องการที่จะเป็นผู้นำในตลาดสินค้าของเราเสมอ โดยที่ตลาดควรจะมีขนาดใหญ่พอ มีการเติบโตสูง และมีอัตราผลตอบแทนที่ดี เพราะถ้าตลาดมีการแข่งขันสูง การตั้งราคาเพื่อให้มีผลตอบแทนที่เหมาะสมก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยาก แผนภูมิการเติบโต-ส่วนแบ่งการตลาด เป็นหลักความคิดที่แบ่งสินค้าในกลุ่มสินค้าออกเป็น 4 ประเภทคือ 1. ดวงดาว 2. วัวนม 3. เด็กมีปัญหา และ 4. สุนัข หลักการจัดแบ่งสินค้านี้ขึ้นอยู่กับ อัตราการเติบโตของตลาดและส่วนแบ่งการตลาดของสินค้านั้นๆ แผนภูมิการเติบโต-ส่วนแบ่งการตลาด จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าชนิดใดที่ทำเงินให้แก่บริษัท และสินค้าชนิดใดที่ควรจะเลิกผลิต

การตลาดมีความสำคัญสำหรับการทำธุรกิจ

องค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นที่รู้จักและทราบกันดีอยู่แล้วนั้นอาจกล่าวได้ว่าเกิดจากการวางแผน การบริหารและปฏิบัติการที่ดีจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทและมีความผสมผสานอย่างดียิ่งแต่บทบาทที่นำเด่นขององค์กรเหล่านี้คือการตลาด และมีการใช้การตลาดเป็นแรงผลักเคลื่อนองค์กรกล่าวคือ องค์กรเหล่านี้มีการศึกษาความต้องการของลูกค้า เรียนรู้และใกล้ชิดกับลูกค้าตลอดเวลา มีการนำเสนอสินค้า/บริการอย่างมีคุณภาพและมีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง สร้างสัมพันธภาพกับลูกค้าจนลูกค้าเกิดความจงรักภักดีในระยะยาว

ความสำคัญของการตลาด (The Importance of Marketing)

การตลาดในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันมีความสำคัญยิ่ง ธุรกิจหรือองค์กรทุกแห่งต้องมีฝ่ายการตลาดหรือฝ่ายขายซึ่งจะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์หาโอกาสทางการตลาด วางแผนและปฏิบัติการหรือดำเนินงานด้านการตลาดเพื่อเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้า และตลาดเป้าหมายของตนเองโดยใช้เครื่องมือ และทรัพยากรต่าง ๆ ขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ความสำคัญของการตลาดในธุรกิจแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันตามลักษณะของธุรกิจดังนี้

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Markets)

ตลาดประเภทนี้ผู้ซื้อจะกระจายอยู่ทั่ว ๆ ไป กิจการจะเสนอสินค้าหรือบริการในวงกว้างและจำนวนมาก ๆตัวอย่างเช่น สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป สบู่ ผงซักฟอกของสินค้า เครื่องดื่มน้ำอัดลม ล้วนแต่ต้องใช้เวลาและความอุตสาหะเพื่อจะพัฒนาภาพลักษณ์ในตรายี่ห้อของสินค้า โดยเริ่มตั้งแต่การมีตลาดเป้าหมายที่ชัดเจนและวิเคราะห์ว่าจะเสนอสินค้า/บริการอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนี้ ตลอดจนสื่อสารให้ทราบถึงตำแหน่งของตรายี่ห้อ จุดแข็งของตรายี่ห้อของสินค้าประเภทนี้ขึ้นกับการพัฒนา และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดี และมีลักษณะรูปแบบตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ ในการบริหารตลาดสินค้าอุปโภคและบริโภคนี้ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ รูปร่าง ลักษณะ ระดับคุณภาพ การครอบคลุมตลาดและค่าใช้จ่ายด้านการส่งเสริมการตลาดว่าจะสามารถทำให้ตรายี่ห้อสินค้าของเราอยู่ในลำดับต้น ๆ ได้อย่างไร

ตลาดธุรกิจ (Business Market)

กิจการมีการขายสินค้าธุรกิจและบริการแก่ลูกค้าเพื่อนำสินค้าไปขายต่อหรือเป็นส่วนประกอบในการผลิตต่อส่วนมากจะขายและสื่อสารโดยใช้พนักงานขายที่ผ่านการอบรมหรือมีประสบการณ์มาแล้ว ซึ่งพนักงานขายต้องพยายามอธิบายและสื่อข่าวสาร หรือสาธิตเพื่อให้ผู้ซื้อเห็นคุณค่าว่าสินค้าดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ในแง่การทำกำไรเชิงธุรกิจแก่ผู้ซื้อได้อย่างไร การตลาดสำหรับธุรกิจประเภทนี้แม้ว่าจะมีการใช้โฆษณาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาดแล้วก็ตาม แต่บทบาทที่สำคัญยิ่งคือการใช้พนักงานขาย การตั้งราคา ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของกิจการ ตลอดจนคุณภาพสินค้าและการบริการที่นำเสนอแก่ลูกค้า

ตลาดโลก (Global Market)

กิจการที่มีการเสนอสินค้าสู่ตลาดโลกนั้นต้องเผชิญกับการตัดสินใจและความท้าทายต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดเวลา โดยต้องทำการตัดสินใจว่าจะเข้าสู่ตลาดประเทศใด ด้วยรูปแบบหรือวิธีการอย่างไรเช่นการส่งออก การเป็นหุ้นส่วน หรือลงทุนโดยตรงในประเทศนั้น ๆ องค์กรต้องตัดสินใจว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าและการสื่อสารกับตลาดในแต่ละประเทศอย่างไร และกิจการต้องเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับกฎระเบียบข้อบังคับ ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม กระแสการคุกคามของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศที่จะเข้าตลาด

ตลาดองค์กรที่ไม่มุ่งหวังกำไร (Nonprofit Organization Market)

องค์กรเหล่านี้ได้แก่ สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล กิจการมักจะเสนอขายแก่หน่วยงานเหล่านี้โดยวิธีการประมูล ซึ่งต้องเสนอราคาอย่างระมัดระวังเนื่องจากมักมีคู่แข่งขันร่วมในการเสนอราคาด้วย ขณะเดียวกันการเสนอสินค้าต้องคำนึงถึงคุณภาพ และข้อกำหนดคุณสมบัติตามที่หน่วยงานนั้น ๆต้องการ

รูปแบบทางการตลาด (Marketing Model) ที่เข้าใจได้ง่ายๆ

รูปแบบทางการตลาด (Marketing Model) ที่เข้าใจได้ง่ายๆ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับของกิจการระดับSMEs อย่างไรได้บ้าง เพื่ออย่างน้อยช่วยให้เถ้าแก่มือใหม่ได้กลั่นกรองแนวคิดธุรกิจให้ตั้งอยู่บน พื้นฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดทางการตลาด

1. รู้ตลาด-รู้คู่แข่ง นี่คือโจทย์ข้อแรกที่ต้องคำนึงถึง ต้องมีความเข้าใจว่าประเภทสินค้า (Product Category) นี้ตลาดมีลักษณะอย่างไรบ้าง มีการเติบโตในแนวทางที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ลักษณะตลาดมีแบ่งเป็นส่วนๆProduct Category) นี้ ตลาดมีลักษณะอย่างไรบ้าง มีการเติบโตในแนวทางที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ลักษณะตลาดมีแบ่งเป็นส่วนๆ (Segmentation) อย่างไรบ้าง สินค้าเรามีคุณลักษณะที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าคู่แข่ง อย่างไร จุดขาย (Selling Point) ที่เราจะเสนอนั้นกลุ่มเป้าหมายจะเห็นคุณค่ามากน้อยแค่ไหน

2. รู้จักลูกค้า เถ้าแก่มือใหม่ร้อยละ 90 เข้ามาด้วยความคิดเต็มหัวซึ่งเป็นเรื่องของตัวเองและสิ่งที่ตนเองจะทำ ในขณะที่ความเข้าใจต่อลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามีน้อยมาก เช่น ช่องทางการขายหลักของสินค้าประเภทนี้อยู่ที่ไหน อะไรคือสิ่งบันดาลใจ (Motive) ให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย คำตอบลักษณะนี้จะต้องถูกตรวจสอบเสียก่อน เพื่อให้เห็นภาพของกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน

3. รู้จักเลือกตลาด มีความเข้าใจผิดว่ายิ่งเลือกตลาดที่กว้างใหญ่เท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้มีโอกาสขายมากเท่านั้น ธุรกิจระดับ SMEs นั้นการเจาะจงส่วนของตลาดที่เฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ได้ชัดเจนเท่าไรจะยิ่งทำให้การใช้ทรัพยากรทางการตลาดได้ผลลัพธ์เต็มเม็ดเต็ม หน่วยมากเท่านั้น เช่น เรารู้ว่ามีผู้ที่ต้องการดื่มน้ำนมถั่วเหลืองที่ให้รสชาติเข้มข้นกว่าในท้อง ตลาด เพราะเชื่อว่าจะได้คุณค่าของโปรตีน-แร่ธาตุสูงกว่า กลุ่มเป้าหมายของเราก็จะแคบเข้า เป็นลูกค้าที่ต้องการเครื่องดื่มที่เข้มข้นกว่าในตลาด คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้รักษาสุขภาพ ต้องการอาหารที่ดีมีประโยชน์ หรือต้องการซื้อให้คนในครอบครัวรับประทาน โอกาสทางตลาดของธุรกิจน้ำนมถั่วเหลืองที่มีกระบวนการผลิตที่ให้รสชาติเข้ม ข้นและยังคงรักษาโปรตีน-แร่ธาตุไว้ก็จะเกิดขึ้น

4. รู้วิธีการสื่อสาร (Key Message) เมื่อเราสามารถกำหนดตลาดได้ รู้ความต้องการของลูกค้าและเราตอบสนองได้ก็มาถึงการพัฒนาแนวคิด (Concept) ว่ากลุ่มเป้าหมายน่าจะรู้จักเราในภาพลักษณ์แบบใด โดยตั้งคำถามนำในลักษณะที่ว่า กลุ่มเป้าหมายจะได้ประโยชน์ (Product Attribute) อย่างไรบ้าง หรืออะไรคือความคาดหวังจากกลุ่มเป้าหมายต่อสินค้าของเรา คำอธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเราแบบใดที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจได้ง่าย ที่สุด นอกจากนี้กลยุทธ์ประเภทปากต่อปาก (Buzz Marketing) ก็เป็นวิธีการสื่อสารที่ได้ผลโดยเฉพาะกับธุรกิจ SMEs ซึ่งเราจะต้องกำหนดกลุ่มคนที่จะเป็นผู้นำ (Referral) ในการเป็นกระบอกเสียงให้ผลิตภัณฑ์ของเรา เช่น การจัดตั้งชมรมผู้ดื่มน้ำนมถั่วเหลืองเพื่อสุขภาพในสถานที่ต่างๆ อาจเป็นโรงพยาบาล สวนสาธารณะ ฯลฯ

เคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นอย่างย่อ-สั้น-กระชับ เพื่อให้เถ้าแก่มือใหม่ลองกลับไปคิดทบทวนว่าโครงการที่กำลังคิดอยู่นั้น สามารถตอบคำถามและนำมาปฏิบัติจริงได้มากน้อยอย่างไร

การทำการตลาดสำหรับธุรกิจยุคใหม่ ในโลกไร้พรมแดน

ยุคปัจจุบันนั้น เป็นยุคที่ต้องใช้การสื่อสารเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจมากที่สุด ฉะนั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จึงจำต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และต้องมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจอย่างรอบด้าน ถ้าท่านผลิตสินค้าได้ ท่านต้องเรียนรู้การสร้างตราสินค้า ไม่เช่นนั้นสินค้าของเราก็จะกลายเป็น Commodity ทำให้เราต้องสู้กับเขาเฉพาะค่าแรงเท่านั้น เพราะว่าผู้คนส่วนมากจะยึดติดกับตราสินค้า และเรียนรู้ประสบการณ์ของสินค้าจากตราสินค้ามากกว่าการคำนึงถึงราคา การสร้างแบรนด์ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในการแข่งขันในปัจจุบันนี้การทำธุรกิจให้อยู่รอดได้ เรื่องของการตลาดต้องเป็นตัวนำ ยุคนี้นักการตลาดจะต้องเป็นใหญ่ การตลาดจะเป็นหนทางทำให้เงินเข้าสู่บริษัท และนักการตลาดในปัจจุบันนี้จำเป็นต้องเป็นพวกรู้มากและรู้ทุกอย่าง หรืออย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Jack of All Trade นั่นเอง

การตลาดสมัยใหม่นั้น มีกฎของการบริการง่ายๆ 2 ข้อเท่านั้น คือ
1. ลูกค้าถูกเสมอ
2. ถ้าลูกค้าทำผิดให้กลับไปดูกฎข้อที่ 1 ใหม่

เพราะว่าลูกค้าจะต้องถูกเสมอ ลูกค้าคือพระเจ้า แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นพระเจ้าจริงๆ นั้นก็คือ พนักงานขององค์กรนั้น เพราะว่าถ้าองค์กรใดมีสินค้าดี แต่มีพนักงานไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีจิตวิญญาณของการให้บริการ บริษัทนั้นก็จะไม่เจริญก้าวหน้า เพราะพนักงานก็คือทรัพยากรมนุษย์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจในปัจจุบัน และถ้าประเทศใดองค์กรใด บริษัทใดใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการองค์กรนั้นก็จะได้เปรียบทางการแข่งขัน

ถ้าท่านอยากประกอบธุรกิจในโลกไร้พรมแดนได้ประสบความสำเร็จ ท่านต้องเน้นที่ กลยุทธ์4C แทนที่จะหันมามองที่ 4P อย่างเดิมๆ 4C นั้นคือ 1. Consumer 2. Cost 3.Convenience และ 4. Communication

เราจึงได้ยินบ่อย ๆ ว่านักการตลาดส่วนใหญ่หันมาศึกษาหาความรู้ในเรื่อง CRM ส่วนการผลิตสินค้านั้น เราต้องคำนึงถึงต้นทุน และหาทางลดต้นทุนให้ได้ เพราะการขึ้นราคาสินค้าตามใจชอบทำไม่ได้อีกแล้ว คู่แข่งขันมีมาก ทันทีที่เราขึ้นราคา ลูกค้าเราก็อาจหันไปหาคนอื่นได้ ฉะนั้น ในยุคนี้เราจึงได้ยินการสัมมนาว่าด้วยเรื่อง การจัดการโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Management (SCM) เพราะกระบวนการจัดการโซ่อุปทานนั้น สามารถทำให้เราลดต้นทุนการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 10-30 % เลยทีเดียว ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้านั้น แต่เดิมเราก็ขายสินค้าผ่านร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีก เดี๋ยวนี้บรรดา Modern Trades เกิดขึ้นมากมาย ช่องทางการจัดจำหน่ายจึงต้องคำนึงถึงการให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค และนั่นก็คือ Convenience นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในเรื่องการทำ Home Delivery หรือการทำธุรกรรมทางธนาคารที่บ้าน หรือผ่านทางมือถือ เป็นต้น และสุดท้ายการทำโปรโมชั่น ต้องเป็นแบบการสื่อสารครบวงจร หรือ Communication และต้องเป็น Total Communication หรือ IMC นั่นเอง

สินค้าบางอย่าง ผู้ซื้อมักจะถามจากเพื่อน ๆ มากกว่าการดูจากโฆษณา อย่างเช่น การตกแต่งบ้าน การซื้อเฟอร์นิเจอร์ เราต้องทำให้ลูกค้าเราพึงพอใจสูงสุด จะได้ทำให้ลูกค้าไปบอกต่อได้ ก็คือการให้ลูกค้าทำหน้าที่เป็นพนักงานขายแทนเรา ซึ่งมีอำนาจมากกว่าการส่งพนักงานขายไปขายอีก เพราะคนส่วนมากมักจะฟังเพื่อน ๆ บอกว่าสินค้าชิ้นนี้ดีหรือไม่

การตลาดยุคนี้ จึงเป็นยุคที่ทุกคนพยายามจะรักษาลูกค้าเก่าไว้มากกว่าการมุ่งหาลูกค้าใหม่ เพราะหากท่านขายสินค้าให้กับลูกค้าเก่าโดยเอาใจใส่เขาอย่างดี สร้างประสบการณ์ที่ดีกับเขา ลูกค้าก็จะซื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ท่านเอาใจใส่ลูกค้าใหม่ เพราะต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่นั้น แพงกว่าต้นทุนในการหาลูกค้าเก่ามากถึง 6-7 เท่าตัวเลยทีเดียว

กลยุทธ์การตลาดจัดเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ

15

กลยุทธ์การตลาดจัดเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีกลยุทธ์การตลาดต่างๆ มากมายให้เลือกเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ แต่กลยุทธ์ที่ต้องถือเป็นต้นแบบทางการตลาดอย่างแท้จริงคงจะหนีไม่พ้นกลยุทธ์การตลาด 8P เพราะนักธุรกิจทั่วโลกต่างยกนิ้วและให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการทำการตลาดค่อนข้างสูงสามารถเห็นผลได้ชัดเจน อีกทั้งยังถือว่ากลยุทธ์นี้เป็นแม่บทในการพัฒนากลยุทธ์ซีรีส์ต่างๆ ที่ออกมาตามหลังอีกด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการควรต้องทำความรู้จักและศึกษาเรียนรู้ความหมายของกลยุทธ์ 8P เป็นอย่างยิ่ง กลยุทธ์การตลาดในส่วนแรกนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องกับตัวผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติส่วนตัวที่ต้องตั้งเป้าว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในระดับความพึงพอใจขนาดไหน การนำสินค้าไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในท้องตลาดว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร นอกจากนี้ยังมีในส่วนของวัตถุดิบและสายงานการผลิตด้วย

กลยุทธ์การกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบมากขึ้น การกำหนดราคาต้องคำนึงถึงปัจจัยต้นทุนการผลิตบวกกับผลกำไรที่ต้องการจะได้ แล้วจึงกำหนดราคาขายออกมา โดยต้องคำนึงสภาพการแข่งขันของตลาดสินค้า นอกจากนี้การกำหนดราคายังมีนัยซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งที่ต้องการให้สินค้าไปยืนอยู่ด้วย ซึ่งการตั้งราคาอาจตั้งให้ใกล้เคียงกับสินค้าประเภทเดียวกันในท้องตลาด หรือน้อยกว่าหากต้องการแย่งชิงฐานลูกค้า หรือมากกว่าหากต้องการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้อยู่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป  กลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะหากสามารถหาช่องทางกระจายสินค้าไปสู่มือผู้บริโภคได้มากเท่าไร ผลกำไรก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้นโดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือ การขายสู่ผู้บริโภคโดยตรง และการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งสองวิธีนี้มีข้อแตกต่างอยู่ตรงที่การขายตรงไปสู่มือผู้ใช้จะได้กำไรมากกว่า ขณะการขายผ่านพ่อค้าคนกลางจะช่วยเรื่องยอดการจำหน่ายที่สูงขึ้นอันมีผลมาจากเครือข่ายที่พ่อค้าคนกลางได้วางเอาไว้

กลยุทธ์ในการตีตลาดธุรกิจสิ่งประดิษฐ์

เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการซื้อขายและเปลี่ยนสินค้า และเกิดศูนย์กลางการกระจายสินค้าและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคจนกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคนั้น สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง คือคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ โดยผลิตภัณฑ์นี้ต้องเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำกับของเดิมที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งผู้ประกอบการควรใส่ใจถึงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้มาก เพื่อให้สินค้าของตนมีความโดดเด่นเข้าตาผู้บริโภค

โอกาสทางการตลาด ควรมีการประเมินก่อน ไม่ใช่ว่าเมื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วนำไปขายในท้องตลาดทันทีซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์และยากที่จะได้รับการอภัยในการบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ ซึ่งข้อปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักทฤษฎีที่พึงกระทำคือ ผู้ประกอบการต้องดูความเป็นไปได้ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เสียก่อนว่ามีโอกาสการต่อสู้และสร้างส่วนแบ่งได้มากขนาดไหน และคอยดูว่าจะได้ผลตอบแทนมากน้อยเพียงใด และสินค้านั้นเป็นความต้องการของผู้บริโภคหรือไม่ เพราะสินค้าประเภทสิ่งประดิษฐ์ถูกคิดค้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นลำดับแรก ดังนั้นควรต้องดูก่อนว่าในเวลานั้นสินค้าประเภทนี้ผู้บริโภคต้องการหรือไม่ นอกจากนี้ควรจัดโปรโมชั่น ถือเป็นตัวช่วยในการดึงดูลูกค้า เร่งการตอบสนองของผู้บริโภคมากขึ้นด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ การลดราคา การแถมสินค้า เป็นต้น เพื่อช่วยให้การทำโปรโมชั่นตามแผนงานประสบความสำเร็จจูงใจและช่วยต่อยอดให้กับธุรกิจรวดเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

แผนการตลาดที่ดีต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุน การบัญชี แหล่งเงินทุนต่างๆ ซึ่งการวางแผนที่ดีจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงโครงสร้างในการประกอบธุรกิจเท่านั้น ผู้ประกอบการควรนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตน อีกทั้งแต่ละบริษัทมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป แม้จะใช้วิธีเดียวกันก็อาจให้ผลที่แตกต่างกันได้ ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าจากการลงทุนและลงเล่นในตลาดดังกล่าวว่าจะให้ผลตอบรับกลับมาในทิศทางและอันดับที่น่าพอใจหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากศักยภาพของการตลาดและการเติบโตของเศรษฐกิจ

ความรู้เรื่องการตลาดสำหรับธุรกิจ

การที่จะทำธุรกิจบริการให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้ประกอบการจะต้องเข้าใจลักษณะของธุรกิจบริการก่อนว่ามีข้อจำกัดหรือโอกาสที่แตกต่างไปจากสินค้าทั่วไปอย่างไรเพื่อที่จะได้หาวิธีการตลาดได้อย่างเหมาะสม กลยุทธ์การตลาดจัดเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีกลยุทธ์การตลาดต่างๆ มากมายให้เลือกเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ แต่กลยุทธ์ที่ต้องถือเป็นต้นแบบทางการตลาดอย่างแท้จริงคงจะหนีไม่พ้นกลยุทธ์การตลาด 8P เพราะนักธุรกิจทั่วโลกต่างยกนิ้วและให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการทำการตลาดค่อนข้างสูงสามารถเห็นผลได้ชัดเจน

950

1.กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องกับตัวผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติส่วนตัวที่ต้องตั้งเป้าว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในระดับความพึงพอใจขนาดไหน การนำสินค้าไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในท้องตลาดว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร นอกจากนี้ยังมีในส่วนของวัตถุดิบและสายงานการผลิตด้วย

2.กลยุทธ์ราคา

การกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบมากขึ้น การกำหนดราคาต้องคำนึงถึงปัจจัยต้นทุนการผลิตบวกกับผลกำไรที่ต้องการจะได้ แล้วจึงกำหนดราคาขายออกมา โดยต้องคำนึงสภาพการแข่งขันของตลาดสินค้า นอกจากนี้การกำหนดราคายังมีนัยซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งที่ต้องการให้สินค้าไปยืนอยู่ด้วย ซึ่งการตั้งราคาอาจตั้งให้ใกล้เคียงกับสินค้าประเภทเดียวกันในท้องตลาด หรือน้อยกว่าหากต้องการแย่งชิงฐานลูกค้า หรือมากกว่าหากต้องการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้อยู่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป

3.กลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย

ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะหากสามารถหาช่องทางกระจายสินค้าไปสู่มือผู้บริโภคได้มากเท่าไร ผลกำไรก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือ การขายสู่ผู้บริโภคโดยตรง และการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งสองวิธีนี้มีข้อแตกต่างอยู่ตรงที่การขายตรงไปสู่มือผู้ใช้จะได้กำไรมากกว่า ขณะการขายผ่านพ่อค้าคนกลางจะช่วยเรื่องยอดการจำหน่ายที่สูงขึ้นอันมีผลมาจากเครือข่ายที่พ่อค้าคนกลางได้วางเอาไว้

4.กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด

มีประสิทธิภาพช่วยให้ขายสินค้าได้เป็นอย่างดี หากโปรโมชั่นที่ออกมาโดนใจลูกค้าก็จะช่วยให้ยอดขายและผลกำไรทวีสูงมากขึ้น โดยกลยุทธ์การตลาดนี้จะต้องช่วยส่งเสริมและสอดคล้องไปกับกลยุทธ์อย่างอื่นด้วย การส่งเสริมการตลาดนี้สามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลด แลก แจก แถม เป็นต้น

5.กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์

ต้องมีความสวยงามเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งโดดเด่นกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งเมื่อนำไปวางข้างกันบนชั้นวางสินค้า จึงจะถือว่ากลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จ

6.กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย

การขายสินค้าโดยใช้พนักงานถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยทำให้ยอดขายทะยานไต่ระดับสูงขึ้นบวกกับประสบการณ์เทคนิคในการจูงใจลูกค้าในการเข้ามาสนใจและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด

7.กลยุทธ์ข่าวสาร

เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ สภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเมืองและชนบทถูกแวดล้อมไปด้วยสื่อต่างๆ มากมาย การใช้กลยุทธ์ข่าวสารเข้ามาเป็นทัพเสริมอีกแรงหนึ่งจะช่วยอำนวยผลในเรื่องภาพลักษณ์และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย

8.กลยุทธ์ในการต่อรอง

เป็นสิ่งจำเป็นและขาดเสียไม่ได้ในองค์ประกอบ P ส่วนสุดท้ายนี้ เพราะอำนาจต่อรองจะเป็นพลังพิเศษที่นำมาใช้ต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าให้บริษัทได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันตามกรอบได้อย่างลงตัว